ข้อมูลเรื่องแรงงานข้ามชาติจากพม่าฉบับที่ 7 จาก IOM

ข้อมูลเรื่องแรงงานข้ามชาติจากพม่ากล่าวถึงสถานการณ์และนโยบายหลังจากมีการลงนามใน MoU ระหว่างรัฐบาลไทยและพม่าในเรื่องการพิสูจน์สัญชาติแรงงาน โดย International Organization for Migration Labour IOM

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ไฟล์วีดีโอการบรรยายพิเศษ “ประวัติศาสตร์พม่า: ความหลากหลาย อำนาจ ความรู้และความเป็นอื่น”โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์

 ไฟล์วีดีโอการบรรยายพิเศษ “ประวัติศาสตร์พม่า: ความหลากหลาย อำนาจ ความรู้และความเป็นอื่น”โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์  (มี 8 ไฟล์)

ตอนที่ 1 / ตอนที่ 2/ ตอนที่ 3/ ตอนที่ 4/ ตอนที่ 5/ ตอนที่ 6/ ตอนที่ 7/ ตอนที่ 8

โพสท์ใน การเขียนประวัติศาสตร์พม่า | ใส่ความเห็น

สรุปการบรรยายพิเศษ “ประวัติศาสตร์พม่า: ความหลากหลาย อำนาจ ความรู้และความเป็นอื่น” โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์

            เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกับศูนย์ชาติพันธุ์ศึกษาเพื่อการพัฒนา ได้จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์พม่า: ความหลากหลาย อำนาจ ความรู้ และความเป็นอื่น” นำเสนอโดยดร. สุเนตร ชุตินธรนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดูประวัติศาสตร์พม่าผ่านมิติประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม

ดร.สุเนตรเริ่มต้นกล่าวถึงประเด็นของ “พม่า” ในการบรรยายครั้งนี้ว่า โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อมีพูดถึงการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของพม่า จะมีกรอบการศึกษาอยู่เสมอ ซึ่งเป็นกรอบที่คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคย ไม่ว่าจะพอใจหรือไม่ โดยกรอบสำคัญที่ว่าคือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภาวะปัจจุบัน เวลานี้อ่านบทความพม่าที่หรือไปฟังเรื่องพม่าที่ไหน ประเด็นการเลือกตั้งถูกชูเป็นประเด็นสำคัญ เราสนใจภาวะปัจจุบันเป็นสำคัญ ส่วนประการที่สองคือเวลามองพม่าเราะจะมองผ่านแว่นของคนอื่นเสมอ คือคนไทยด้วยกันเอง หรือจากจุดยืนหรือมุมมองของเราเป็นสำคัญหรือข้อมูลผ่านโลกตะวันตก ซึ่งเป็นข้อมูลผูกขาดการรับรับเรื่องเของพม่าจากเวทีนานาชาติ แต่ไม่เคยศึกษาจากมุมมองของพม่า

ในคำว่า “พม่า” มีหลายคิดหลายและมิติที่หลากหลาย เช่นคำว่าพม่า อาจจะหมายถึงคนพม่าที่อยู่ในประเทศ หรือคนที่ลี้ภัยหรือประกอบธุรกิจการค้านอกประเทศ พม่ากลุ่มที่เป็นกองทัพ หรือประชาชนทั่วไป หรือเป็นพม่าที่เป็นชาติพันธุ์เบอร์มัน (Burman) หรือที่เป็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย หลายคนอาจจะเกิดคำถามขึ้นในใจว่าการบรรยายครั้งนี้จะมองจากส่วนไหน ซึ่งจะเป็นการมองจากเงื่อนไขภายในของภาครัฐหรือบทบาทของรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้สะท้อนทั้งหมดของความเป็นพม่า แต่เป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องพม่าที่ผ่านมาและในปัจจุบัน

เมื่อตีกรอบว่าจะศึกษาพม่าจากผู้นำหรือผู้ปกครองเป็นสำคัญ ปัจจัยสำคัญคือเน้นเรื่องการเมืองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจ หรือเงื่อนไขในการใช้อำนาจของรัฐ หรือพม่ากับชนกลุ่มน้อย และพม่ากับต่างประเทศ เช่น จีนและอินเดีย และหากเรามองกลับไปที่ภายในของพม่า กิจกรรมของพม่ามีหลากหลายมหาศาลมาก บางครั้งไม่สามารถตีแบ่งแยกแยะว่าเป็นการเมือง ศาสนา สังคม และประวัติศาสตร์ เพราะสิ่งเหล่านี้มีการร้อยรัดเข้าด้วยกัน อย่างการย้ายเมืองหลวงจากกรุงย่างกุ้งไปที่เนปิดอร์ ก็สามารถอธิบายได้หลายมิติทั้งการเมือง ศาสนา ประวัติศาสตร์ ขึ้นอยู่กับจะเอามิติส่วนไหนมานำเสนอ แต่ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากตรรกะทางการเมืองเป็นตัวตั้ง คือมีลักษณะสมเหตุสมผลและ scientific หรือไม่ ซึ่งบางครั้งไม่สามารถอธิบายได้เพียงมิติใดมิติหนึ่งนั้นเท่านั้น การบรรยายนี้จึงอยากเอาภาคส่วนอื่น ที่ไม่ได้พูดถึงในเชิงบทบาทของผู้นำพม่า โดยเริ่มแรกในมิติประวัติศาสตร์ และผู้นำพม่าใช้ประวัติศาสตร์อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอำนาจความชอบธรรมทางการเมือง การกล่อมเกลาทางสังคม ตัวอย่างของการย้ายเมืองหลวงเป็นต้น แต่พอจับในรายละเอียด ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ทั้ง 3 ตัวหล่อหลอมกลมกลืนในตัวเอง ดังนั้น จะพูดเรื่องเหล่านี้ที่สัมพันธ์กัน โดยดูผ่านกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นเพื่อดูว่าจะทำให้เราเข้าใจพม่าอย่างไร

ย้อนประวัติศาสตร์ยึดครองอำนาจเผด็จการทหาร

ดร.สุเนตรเสนอต่อว่า เมื่อพูดเช่นนี้ จึงเป็นธรรมดาของนักประวัติศาสตร์ว่าจะมีจุดเน้นและกรอบอยู่ตรงไหน การแบ่งยุคการเมืองพม่าทำได้หลายวาระ เช่น หลังการประกาศเอกราช หรือตั้งแต่ยุคเนวิน หรือตั้งแต่ปี 1988 ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง หากใช้กรอบการแบ่งตั้งแต่ปี 1988 หรือตั้งแต่ช่วงปี 1990 ถึงปัจจุบัน การอรรถาธิบายต้องย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในปี 1988 ด้วย เมื่อเป็นกรอบนี้ เราต้องเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ที่ผันแปรหรือช่วงเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจะใช้ปี 1988 เป็นจุดตัด (break) และเป็นจุดเริ่มต้นเคลื่อนไหวทางการเมือง คือการลุกฮือของประชาชน ถ้าดูงานจากตะวันตกมักจะใช้คำว่า popular revolution หรือ people revolution แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองเหมือน 14 ตุลาอย่างในประเทศไทย เพราะท้ายที่สุดกองทัพก็กลับมายึดอำนาจได้เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะมีการลุกฮือทั้งในเมืองหลวงและอื่นๆทั่วประเทศ ตั้งแต่เนวินขึ้นมาเถลิงอำนาจตั้งแต่ปี 1962 ซึ่งมีงานศึกษาเรื่องนี้มากมายแล้ว ผลจากการเหตุการณ์นี้ทำให้เนวิน ซึ่งครองอำนาจมาเป็นเวลาช้านานในฐานะประธานาธิบดี ต้องก้าวลงจากอำนาจ จะลงจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่อง แต่จำเป็นต้องให้คนอื่นมารั้งสถานนะนั้นไว้ ในเดือนกรกฎาคม 1988  Sein Lwin ซึ่งเป็นนายทหารมีกิตติศัพท์ the butcher of Rangoon เพราะเอากองกำลังปราบประชาชน ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง แต่อยู่ได้แค่ 2 เดือน ก็ต้องลงจากตำแหน่งและให้ Mong Mong พลเรือนซึ่งเป็นคนสนิทของเนวินขึ้นมาทำหน้าที่แทนในวันที่ 19 สิงหาคม 1988 แต่อยู่ได้ไม่เกินเดือน เพราะไม่สามารรถทำให้เกิดความสงบได้

ในขณะที่หลายฝ่ายเห็นว่าเกิดปฏิวัติภายใน ทหารเก่าไม่พอใจที่เนวินไม่สามารถเอาความสงบภายในประเทศกลับมาได้ จึงเกิดรัฐประหารกลายๆในวันที่ 18 กันยายน 1988 ทำให้เกิดกลุ่มของ Saw Mong และหน่วยงานสอร์ก ( SLORC- State Law and Order Restoration Council) ในวันที่ 29 กันยายน 1988 โดยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องการมาสร้างความสงบ และสัญญาจะว่าให้มีการเลือกตั้ง และในที่สุดการเลือกตั้งมีขึ้นในวันที่ 16 มิถุนายน 1990 หลังจาก 28 ปีที่ไม่ได้มีการเลือกตั้งขึ้นเลยตั้งแต่เนวินยึดอำนาจในปี 1962  ได้เกิดการเลือกตั้งที่มีประชาชนที่มีสิทธิในการเลือกตั้งจำนวน 28.2 ล้านคน จำนวน 75 % ของผู้มีสิทธิทั้งหมดออกมาเลือกตั้ง ในขณะนั้นมีพรรคการเมืองทั้งหมด 234 พรรค แต่มีพรรคลงเลือกตั้งได้จริงๆเพียง 93 พรรค พรรค NLD (National League for Democracy) ชนะเก้าอี้ถึง 392 จาก 485 ที่นั่ง คิดเป็น 80% ส่วนพรรค NUP (National Unity Party) ซึ่งเป็นพรรคของรัฐบาลได้ 10 ที่นั่ง ปรากกว่า SLORC ปฏิเสธการถ่ายโอนอำนาจ ต่อมาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกในปี 1992 เป็นการขึ้นมาของกลุ่มทหารที่มีบทบาทสำคัญในการรบกับชนกลุ่มน้อย เป็นทหารระดับภูมิภาค คนกลุ่มนี้มีตานฉ่วย และหม่องเอ ร่วมกับกลุ่มที่มีฐานอำนาจเดิมอย่าง ขิ่น ยุนต์ ซึ่งใกล้ชิดกับเนวิน ช่วงเวลานี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้นำอย่างเป็นรูปธรรม เพราะฐานอำนาจเดิมค่อนข้างอาวุโสและสัมพันธ์กับการต่อสู้ในช่วงอาณานิคมกับอังกฤษและญี่ปุ่น ที่เป็นสายนายพลอองซาน ซึ่งกลุ่มใหม่มีบทบาทใหม่ในการรบในสนามจริง

อย่างไรก็ตาม จะเป็นกลุ่มไหนขึ้นมาก็แล้วแต่ มันไม่เกิดกระบวนการส่งอำนาจจากการเลือกตั้งจากกองทัพสู่ฝ่าย pro democracy เหล่าเกจิต่างๆตั้งข้อสังเกตว่าทำไมกองทัพถึงคงอำนาจได้ยาวนานเหลือเกิน แม้ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นเช่นนั้น ถ้าเป็นประเทศไทยคงทำไม่ได้ มีการเสนอว่ากองทัพมีอำนาจยึดครองทรัพยากรและอาวุธต่างๆ อีกมิติหนึ่งคือภายในของพม่ามีปัญหาใหญ่ที่ไม่ใช่กองทัพ แต่อยู่คนละฝ่ายกับกองทัพ นั่นคือปัญหาความเป็นเอกภาพ (unity) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ พรรค NLD ส่วนหนึ่งก็ไม่ไว้วางใจคนกลุ่มน้อย เพราะเกรงว่าจะมีสิทธิในการปกครองตนเอง (demand for autonomy) และไม่ได้สร้างสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อยอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ขณะที่คนกลุ่มน้อยจริงๆแล้วเป็นองค์ประกอบที่ไม่น้อยในพม่า คือ 35% และเคลื่อนไหวทางการเมืองและเชิงอำนาจมาตลอด คือไม่ไว้วางใจพวกขับเคลื่อนประชาธิปไตยว่าคำนึงกับสิทธิชนกลุ่มน้อยมากเพียงไหน

ความเป็นเอกภาพ: ความชอบธรรมในการปกครองประเทศ

ผอ. สถาบันเอเชียศึกษา กล่าวว่า ภาวะการณ์ของรัฐบาลทหารคือหากอำนาจหลุดมือไปอยู่ในมือพลเรือน ประเทศจะมีเอกภาพหรือไม่ถ้าทหารไม่คุม อันนี้ให้ความชอบธรรมกับกองทัพในการสืบสานอำนาจ แต่คนก็เบื่อหน่ายอย่างยิ่งกับการปกครองของกองทัพในหลายประประเด็น เช่น 1. ความไม่แน่นอนในการบริหาร เหตุการณ์ลดค่าเงินจ๊าด เช่นมีใบละ 1,000 ในกระเป๋า รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีเลิกให้ใช้ธนบัตร ปรากฏว่าเงินที่มีอยู่แลกไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นธนบัตรพม่าใบละร้อยสูงสุด อันนี้เป็นเหตุการณ์สำคัญ เหมือนกับเหตุการณ์ประท้วงของพระหรือที่เรียกว่า saffron revolution คือการขึ้นค่าน้ำมัน อาจจะมีคนตั้งคำถามว่าแล้วพระเกี่ยวอะไร แต่มันส่งผลต่อประชาชน ทำให้ประชาชนต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ก็จะทำให้ไม่มีเงินทำบุญตามมา อันนี้คือการตีความว่ามันเป็นปัญหา การควบคุมทางการเมืองและปราบปรามอย่างเฉียบขาด เช่น วันนี้ตนเองวิจารณ์รัฐบาลวันนี้ ไม่คิดว่า ศอฉ. (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) จะเรียกตัวไปพรุ่งนี้ แต่ในพม่าหากคุณนินทาพม่าในร้านกาแฟ กลางคืนอาจจะโดนเรียกไปอบรม หรือพวกชอบเปิดเวบไซต์ต่างๆจะโดนพม่าเอาไปขังเป็น 20-30 ปีเลย นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีใครอยากถือเงินจ๊าด ถ้าจำไม่ผิด 1 ดอลลาร์สหรัฐฯสามารถแลก ได้ 6 จ๊าด แต่ในตลาดมือได้ 1,000 จ๊าด รวมถึงการขาดสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ คนเมืองย่างกุ้งที่เป็นเมืองหลวง ต้องคอยดูว่ากี่วันจะได้ไฟใช้ในหนึ่งอาทิตย์ อีกกี่วันไฟจะปิด อันนี้ทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวว่าถ้าไม่มีทหารประเทศจะไม่มีความเสถียรภาพ จะแตกกระจายเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยหรือไม่

สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลไม่ถ่ายโอนอำนาจ ตั้งแต่ปี 1990 จนปัจจุบัน จนจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ สิ่งที่กองทัพทำคือการปฏิเสธถ่ายโอนอำนาจ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือความชอบธรรมทางอำนาจ เราจะอธิบายความชอบธรรมหรือ political legitimacy อย่างไร ตรงนี้เป็นปัญหาที่แหลมคมขึ้นมาทันที ทำให้ท้ายที่สุด รัฐบาลพม่าไม่มีทางเลือกมาก จึงต้องกลับไปสู่เวทีการเลือกตั้งอีกครั้ง จะช้าหรือเร็วก็ต้องไป ปัญหาคือจะทำอย่างไรไม่ให้ผลการเลือกตั้งออกมาแบบเมื่อที่ผ่านมาคือ 80% ชนะ แล้วจะมาบอกว่าไม่เอาผลการเลือกตั้งไม่ได้แล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือสร้างความแน่ใจ ว่าหากมีการเลือกตั้ง จะไม่มีการถ่ายโอนอำนาจของรัฐจากกองทัพไปสู่ฝ่าย pro democracy เหมือนที่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งกระบวนการนี้ รัฐบาลพม่าใช้เวลา 20 ปี เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง เรียกได้ว่าผลที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามโผที่รัฐบาลอยากให้เป็น เป็น mission ที่สำคัญของรัฐที่ต้องทำให้ผลเป็นไปอย่างที่ต้องการ

ปัญหาที่ 2 คือการตกค้างมาก่อน 1990 คือปัญหาชนกลุ่มน้อย ที่ฝังรากมาช้านาน mission นี้คือทำให้การฟื้นฟูระเบียบ ที่สำคัญประการหนึ่งคือการจัดการกับสิทธิเสรีภาพของชนกลุ่มน้อยให้ได้ด้วย จึงเป็น 2 เรื่องที่เป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ แต่สิ่งหนึ่งคืออำนาจของรัฐต้องอยู่ในมือกองทัพ เงื่อนไขนี้ส่งผลให้มีกิจกรรม 2 กิจกรรมหลัก เป็นปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อให้ได้ผลที่คาดหวัง เช่น ประชุมสมัชชาแห่งชาติ ในเดือนมกราคม 1993 การขับเคลื่อนเรื่องเจรจาการหยุดยิงที่เริ่มตั้งแต่ปี 1991 โดยกลุ่มแรกคือ Pa-o National Organization และต่อมาขุนส่าที่ยอมวางอาวุธ กระบวนการนี้ยืดเยื้อตั้งแต่ 1990 และการทำแผน roadmap ที่เกิดจากความไม่เรียบร้อยตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งรัฐบาลก็ทำตามทุกอย่างตามขั้นตอนประชาธิปไตยที่ว่า โดยมีคำว่า “อยู่ในกฎเกณฑ์เสมอ” หรือ discipline democracy  ไม่ว่าเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ ทำประชามติในช่วงเกิดพายุนากริส จัดให้มีการเลือกตั้ง และเปิดรัฐสภาในเวลาต่อมา และต่อไปคือการสร้างชาติให้ทันสมัย และมีกิจกรรมอีกมากมายที่อยู่ในเงื่อนไขที่รัฐบาลต้องทำ ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างโดยสังเขป ที่เริ่มจากปี 1990 ที่ใช้เวลา 20 ปี กรอบเวลาตรงนี้มันบอกอะไรเรา คือ หนึ่งการสร้างกรอบของกองทัพ นับแต่การเลือกตั้งในปี 1990 มาถึงขั้นตอนที่จะมีการเลือกตั้งซึ่งกินเวลา 20 ปีที่ปฏิเสธการถ่ายโอนอำนาจ รัฐบาลอาศัยความชอบธรรมอะไร และต้องนั่งอยู่ในอำนาจก่อน เพื่ออธิบายความชอบธรรมที่อยู่บนเก้าอี้ของการปกครองของประเทศอย่างไร เขาอธิบายอย่างไร

ปัญหาที่ 3 คือกองทัพไม่สามารถดำเนินแผนปฏิบัติการทางการเมืองได้ปกติสุข อย่างการจับอองซาน ซูนี หรือ house arrest  และปัญหาชนกลุ่มน้อย โดยกองทัพยังคงอ้างความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจ พิจารณาได้จากสิ่งที่ร่างในรัฐธรรมนูญ เช่น 25% จากการเลือกตั้งต้องมาจากกองทัพ กระทรวงสำคัญอย่างกลาโหม มหาดไทย และชายแดน ต้องอยู่ในอำนาจทหาร คนเป็นประธานาธิบดีต้องมีประสบการณ์การเป็นทหารมาก่อน กองทัพจึงยังคงอำนาจอยู่ ขอชี้ให้เห็นประเด็นเรื่องกรอบเวลา และเป้าหมายของรัฐบาล เพราะรัฐบาลพม่าก็เหนื่อยเหมือนกัน ปัญหาอยู่ที่ไหน กติกาสากลมันถูกล้มซะเองโดยทหาร เพราะไม่สามารถใช้กติกานี้มาคงไว้ซึ่งอำนาจได้

กลไกวัฒนธรรมโบราณ-สร้างวีรบุรษชาติ-ปลุกสำนักชาตินิยม

รัฐบาลจึงมองกลับไปสู่หลักธรรมแห่งอำนาจเดิมสมัยเก่าแก่ เป็นกลไกทางอำนาจในการแสดงถึงความชอบธรรม ปฏิบัติการศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม (cultural norms and popular beliefs) เพื่อ 1. ให้ความชอบธรรมกับกองทัพในการปกครอง 2. ลดความสำคัญของฝ่ายตรงข้ามโดยปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์ ศาสนาและวัฒนธรรม ที่ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องด้วยงบประมาณอย่างมหาศาลและสอดประสานกับปฏิบัติการทางการเมืองที่ควบคู่กันไป โดยมีลักษณะเด่นของปฏิบัติการ 3 แนวทาง ประกอบด้วย

  1. ใช้กลไกทางวัฒนธรรมแต่โบราณกาลก่อนได้รับเอกราชในวันที่ 4 มกราคา 1948 ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางอำนาจ
  2. การสร้างวีรบุรุษทางประวัติศาสตร์ชุดใหม่เพื่อตอกย้ำผู้นำตั้งแต่หลังยุค 1990 โดยเน้นความเป็นเอกภาพและเป็นอันหนึ่งอันเดียวภายใต้ผู้นำชาติพันธุ์พม่าและกองทัพ
  3. ปลุกจิตสำนักชาตินิยมเพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ

                 แนวทางแรก คือการใช้กลไกวัฒนธรรมโบราณ สิ่งนี้มีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์พม่า กษัตริย์พม่าอ้างตนเองพระธรรมราชา หรือพระโพธสัตว์ คือการเป็น the righteous king การเป็นพระธรรมราชาคือเป็นองศาสนูปถมภก  ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญ (belief factor of the religion) หรือเรียกตามภาษาพม่าว่า “ตาตานาดายากา” โดยต้องทำกิจกรรม เช่น การซ่อมสร้างเจดีย์ ขุดสระรอบวัด สร้างวัด ศาลา พระพุทธรูป ทำให้คนอื่นยอมรับว่าเป็นผู้ปกครองโดยธรรม ตัวอย่างเช่นการสร้างเจดีย์เก็บพระบรมสารีริกธาตุ (the sacred tooth relic pagoda) ในปี 1994 เจดีย์องค์นี้ใหญ่มากและการใช้เงินสร้างลงทุนมหาศาลในบริเวณที่เป็นเนิน ซึ่งสร้างไว้ 2 แห่งคือเนินทำมาปาระ และเนินมหาจำมาราสี ในเมืองย้างกุ้งและมัณฑะเลย์ตามลำดับ เรื่องนี้มีความเป็นมาว่าในปีดังกล่าว พม่าได้ยืมพระเขี้ยวแก้วจากจีนมาบูชาและแห่เฉลิมฉลองทั้งประเทศ ซึ่งมีความเชื่อว่าเขี้ยวแก้วนั้นมี 4 ซีกประจำอยู่ที่ สวรรค์ บาดาล เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาและประเทศจีน กษัตริย์พม่าบูชาพระเขี้ยวแก้วมาก ซึ่งปรากฏในประวัติศาสตร์ด้วย เช่น กษัตริย์บุเรงนองตัดผมยาวไปบูชาพระเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา ตรงนี้จึงเป็นแนวคิดให้พม่าสร้างพระเขี้ยวแก้วจำลองและสร้างพระวิหารไว้บรรจุ ซึ่งมีลักษณะเหมือน วิหารเจดีย์อนันดาที่เมืองพุกาม ทำประตู 9 ประตู เพดานปิดทองคำเปลวจริงหมด โดยมีครอบครัวหม่องเอมาทำพิธียกฉัตรพระเจดีย์ซึ่งมีความสำคัญ และต้องลงในหนังสือพิมพ์ The New Light of Myanmar และถ่ายทอดทางทีวี

สร้างพระพุทธรูป-ยกฉัตร-ย้ายพระนคร
                นอกจากนี้ยังมีสร้างพระพุทธรูปหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อ Lawka Chantha Abhaya Babha Muni ใกล้สนามบินในปี 2000 ซึ่งแนวคิดแบบนี้ก็มีระบุไว้ในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน เช่น การสร้าง the Naha Thet Kya Yanthi โดยกษัตริย์ Taninganwe ในปีช่วงปี1714-1733 หรือสมัยอังวะ ซึ่งมีการยึดถือว่าหินอ่อนเป็นประหนึ่งอัญมณี และมีการใช้หินอ่อนมาสร้างเจดีย์ และในสมัยกษัตริย์บาจีดอ (Bagyidaw) ในช่วงปี 1819-1837 ที่รบแพ้อังกฤษ แต่สร้างพระพุทธรูปหินอ่อนที่สวยงามมากที่สุด ต่อมาภายหลังพระเจ้ามินดงจากที่ย้ายเมืองหลวงจากอัมระปุระไปมัณฑะเลย์ แล้วประชาชนคิดถึงพระพุทธรูปหินอ่อน เลยสร้างพระพุทธรูปอีกองค์อยู่ที่ตีนเขามัณฑะเลย์ ชื่อว่า Kyaauk aw gyi Buddha การที่กษัตริย์สร้างพระพุทธรูปจึงเป็นบารมีอันยิ่งใหญ่ จะเห็นว่าเขาสร้างมากจากสิ่งที่เป็นรากประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ดังนั้น ผู้ปกคอรงยุคปัจจุบันนี้จึงคิดสร้างสักองค์หนึ่งให้ใหญ่กว่าทุกองค์ที่เคยสร้างมาทั้งหมด และสร้างวัดให้พระพุทธรูปประดิษฐานไว้ รวมทั้งแก้วครอบทั้งองค์เพราะกลัวว่าจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี โดยสร้างจากหินอ่อนก้อนใหญ่ก้อนเดียวที่ต้องขนลงเรือมา แกะมาเป็นโครงก่อนขนย้ายและมาสลักต่อที่ยางกุ้ง เหล่าแม่ทัพในกองก็ต้องแสดงตนเป็น “ตาตานาดายากา” คือผู้ให้การอุปการะทั้งหม่องเอ ตานฉ่วย และขิ่น ยุนต์ ต่างมีรูปของตัวเองทั้ง 3 คนมาร่วมกันทำกริยาบุญนี้ ภาพวาดส่วนใหญ่ตอนนั้นยังเน้นที่ขิ่น ยุ่นต์ ซึ่งตรงนี้เป็นกิจกรรมทางศาสนาอีกอย่างหนึ่งคือต้องเล่าตำนานการสร้างวัดวาอาราม ใครเป็นคนสร้างก็ต้องแสดงผ่านกิจกรรมฝาผนัง ตอนนั้นขิ่น ยุนต์ ยังมีอำนาจจึงเลยมีรูปของเขามากหน่อย หลังจากนั้น พอผู้นำทะเลาะกัน จะทำอย่างไงดี เพราะขิ่น ยุนต์ไปแล้ว เมื่อตนเองได้กลับมาไปดูรูปอีกรอบ ปรากฏว่ารูปขิ่น ยุนต์ถูกลบหายไป เป็นใครก็ไม่รู้ (มีการวาดรูปคนอื่นแทนรูปขิ่น ยุนต์ที่หายไป) ลักษณะนี้เหมือนกษัตริย์อียิปต์สมัยก่อน ที่ไม่ชอบใครก็มาเคาะรูปสลักทิ้งไป อันนี้เป็น politics ซ้อน politics การศึกษาเรื่องนี้จึงต้องหมั่นไปพม่าบ่อยๆและสังเกตกับสิ่งที่เกิดขึ้น

                งานสร้างพระนี้ยังไม่ใช่งานใหญ่ งานใหญ่คืองานยกฉัตรเจดีย์ชเวดากอง ในประวัติศาสตร์ กษัตริย์มินดงได้ทำเป็นคนสุดท้ายในปี 1871 และ SPDC มาทำพิธีอีกครั้งในวันที่ 4 เมษายน 1999 ซึ่งประเพณีนี้ใหญ่โตมากและต้องเป็นผู้มีบุญบารมีมากที่จะเป็นผู้ทำพิธี ทาง SPDC พอสิ้นฤดูฝน เขาจะเอาทองที่หลุดมาเคลือบพระเจดีย์ใหม่ การที่เข้าใจว่าเรื่องยกฉัตรเป็นเรื่องใหญ่เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปเทียวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่จัดห้องใหญ่ห้องหนึ่งเป็นเรื่องยกฉัตรนี้อย่างเดียวเลย อันนี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมใหญ่ในยุคนั้น นอกจากนี้ ที่ทะเลสาบเองเล (Inle Lake) ก็มีประเพณีแห่พระจากวัดปองโดกู ซึ่งรัฐบาลพม่าก็ให้ความสำคัญเช่นกัน พบว่าหม่องเอไปแห่พระตั้งแต่ปี 1998-2000 ซึ่งเป็นข้อมูลจากวิทยานิพนธ์เล่มหนึ่งในช่วงที่มีการไปเก็บข้อมูล ที่สำคัญมีการเจอช้างเผือกในปี 2001 จากป่าอาระกัน และสร้างโรงเก็บช้างเผือกใกล้ๆกับพระพุทธรูปหินอ่อน อันนี้เป็นการสร้างบุญบารมีของผู้ปกครองอีกเช่นกันที่ต้องมีช้างเผือก

                กิจกรรมต่างๆเหล่านี้เป็นภาคส่วนกับการเป็น righteous king ที่ต้องทำอีกสิ่งหนึ่งคือ การสร้างพระนคร เป็นของที่เจอเสมอในพม่าของกษัตริย์ตั้งแต่องค์แรกสุดเลย และการสร้างพระนครต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระอิศวร พระอินทร์และเทพองค์อื่นๆ เพราะกิจกรรมสร้างเมืองไม่ใช่เรื่องของมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่มีเทพมาช่วย และต้องเป็นคนที่มีบุญบารมีถึงจะมีเทพมาช่วย เช่น บุเรงนองสร้างเมืองหงสาวดีใหม่ซ้อนในปริมณฑลเมืองเดิม หรือกษัตริย์ปาจีดอสร้างเมืองอังวะใหม่ กษัตริย์ปะดุงปดาพญาก็ย้ายเมืองใหม่ไปอัมมะปุระ และกษัตริย์มินดงย้ายไปมัณฑะเลย์ เป็นต้น การสร้างเมืองบ่งชี้นัยยะทางอำนาจ คตินี้มีนัยยะสำคัญต่อบทบาทของการเป็นธรรมราชา สุดท้ายปัจจุบันจึงเกิดการสร้างเมืองเนปิดอว์ และสร้างเจดีย์ชเวดากองใหม่เลย เมืองนี้อยู่เหนือเมืองตองอู 70 กิโล และใกล้กับเมืองที่เป็นศูนย์กลางที่เรียกว่า nerve center คือเปียงมะนา เมื่อคิดในแง่ strategies ทางการเมือง ซึ่งพระเจ้าอลองพญาเป็นคนใช้คนแรก กษัตริย์พม่ามีการควบคุมจากภายใน center ทำให้ที่ตั้งของเมืองปลอดภัยจากการรุกราน สมัยนั้นอำนาจอยู่ที่เมืองรัตนสิงห เช่นเดียวกันกับเวลานี้คือประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในย่างกุ้ง ซึ่งไม่สามารถปิดล้อมเมือง center ได้ ยุทธศาสตร์อันนี้ต้องมองกลับไปที่ประวัติศาสตร์ ซึ่งนายพลอองซานใช้เป็นเซนเตอร์ต่อสู้กับอาณานิคม และสมัยอลองพญาที่ตั้งเมืองเป็นรัตนสิงหเป็นราชธานี

การสร้างวีรบุรุษแห่งชาติชุดใหม่

                ส่วนแนวทางที่ 2 คือการสร้างวีรบุรุษชุดใหม่ โดยการบ่งชี้โลกทัศนท์ทางการเมืองเป็นของใหม่ เมื่อพิจารณางานของประวัติศาสตร์พม่าที่ผ่านมา พบว่าประวัติศาสตร์นั้นเริ่มแรกเขียนโดยคนตะวันตก คือ Sir Phayre เป็นคนเขียนคนแรก เสนอประวัติศาสตร์พม่าจากมุมมองตะวันตก และไม่ได้มองตะวันตกในแง่ร้าย นอกจากนั้น มีนักวิชาการอย่าง Dr. Htin Aung ที่มีลักษณะเป็นชาตินิยม แม้ไม่ถึงขั้นหลวงวิจิตรวาทการ โดยมีการแปลหนังสือของเขาออกมาหลายเล่มที่มีเนื้อหาโจมตีตะวันตก หรือนักวิชาการอย่าง Michael Aung Thwin ที่ไปโตเมืองนอกและเขียนงานสนับสนุน (pro) รัฐบาลออกมา ซึ่งทำให้นักวิชาการอย่าง Dr.Than Tun แทบจะฆ่าทิ้ง กรณีTun Aung Chian เขียนงานเกี่ยวกับพระธรรมราชา ซึ่งต่อต้านประวัติศาสตร์แบบศักดินา อย่างหนังสือ The Broken Grass (2004) ก่อนรัฐบาล 1990 โดยเอาเนวินเป็นตัวตั้ง ประวัติศาสตร์แนว pre modern ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของผู้ปกครอง แต่ไม่ใช่เรื่องประชาชน ซึ่งตรงนี้แตกต่างตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา เช่นในปัจจุบันที่มีนิตยสารอิรวดีที่ Aung Zaw เป็นบรรณาธิการ ซึ่งจะแตกต่างจากการอ่านหนังสือพิมพ์ The New Light of Myanmar

การพูดถึงวีรบุรุษของชาติอย่าง ตูเยกอง ซึ่งเป็นวีรบุรุษคนหนึ่ง เช่นนี้ไม่ใช่ของใหม่ ในยุคเนวินก็พูดเรื่องนี้ แต่วีรบุรุษที่มีการพูดถึงนั้นสัมพันธ์กับการต่อต้านอาณานิคม หรือ มหาปานดูระก็มีการนำเสนอเป็นหลัก ซึ่งเป็นคนที่ตายในสงคราม the first Anglo-Burmese war อีกคนคือ ซยาซาน ในสงครามชาวนาที่มีรูปในธนบัตรราคา 45 และ 90 จ๊าด เช่นเดียวกับที่มีรูปของอองซาน และมีอนุสาวรีย์ของเขาที่สร้างไว้หลายที่ เพราะเนวินสัมพันธ์ตัวเขากับนายพลออง ซาน ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเรื่องของอองซานชูจี ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังปี 1990 เป็นต้นมา หลังปี1988 รัฐบาลเอารูปของอองซานออกหมดเลย และหยุดสร้างอนุสาวรีย์อองซาน ตลอดจนพิธีวางพวงมาลาที่ทำเป็นกิจจะลักษณะ หลังจากนั้นมีพิธีกรรมแต่ก็ทำเงียบๆ และสร้างอนุสาวรีย์กษัตริย์อื่นแทนที่นั่นคือบุเรงนอง สถาที่แรกทำพิธีวันที่ 22 พฤศจิกายน 1994 ที่ Victory point ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น บุเรงนอง พอยท์ ไปแล้ว และที่ท่าขี้เหล็กชายแดนไทย โดยเลือกที่จะเล่าว่าบุเรงนองรบชนะไทย จะเห็นว่าเนื้อหาเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมา รวมถึงที่ตั้งหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อันนี้เป็นการสร้างวีรบุรุษชุดแรก เน้นที่บุเรงนองเป็นหลัก ตลอดจนการเขียนหนังสือ สร้างละคร และสร้างวังบุเรงนองเป็นอันสุดท้าย นี่เป็นการลงทุนกับประวัติศาสตร์ ต่อมาภายหลังเพิ่มท่านอื่นเข้าไปด้วย คือ อนอระทา และ อลองพญา เริ่มจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และตามที่ต่างๆ เช่นฐานทัพที่เมเมียว

(ช่วงนี้อธิบายรูปภาพที่นำมาประกอบการนำเสนอ) ขอให้สังเกตว่าคนที่ถือหอกคืออนอรทา คนที่ใส่หมวกเป็นบุเรงนอง และอลองพญาเป็นคนที่เหลือ ต่อจากนี้ไปเลยเป็น 3 แม่ครัวทุกที่ หลังจากสร้างวังบุเรงนอง ก็วังอลองพญาใหม่ที่บเดโย และวังอนอรทาที่กลางเมืองพุกาม ตลอดจนอนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์ที่เนปิดอร์ ซึ่งบุเรงนองต้องอยู่ตรงกลางตลอด เพราะเดี๋ยวคนจะสับสนว่าองค์ไหนเป็นองค์ไหน จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแนวคิดในการสร้าง ในยุคเนวินจะเน้นคนต่อสู้เพื่อเอกราช มายุคปัจจุบันนี้กษัตริย์ต้องมีนัยยะคือ เป็นพุทธ เป็นชาติพันธุ์พม่า และเป็นคนที่เชื่อว่าเป็นคนสร้างเอกภาพในรัฐ ความเป็นปึกแผ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าSPDC และทั้งสามพระองค์คือประสบความสำเร็จในการปราบปรามชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวว่า “อลองพญาปราบมอญได้อยากราบคาบ” จะเห็นว่าผู้นำพม่ามีการจัดรูปลักษณ์ การนำเสนอและวางเรื่องใหม่ มีจุดเน้นและสร้างตำนานใหม่ และมีนัยยะอันสำคัญต่อกองทัพ

การปลุกสำนึกชาตินิยม

                ส่วนประเด็นที่ 3 คือปลุกสำนึกชาตินิยม ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อประเทศ Burma เป็น Myanmar การเปลี่ยนชื่อเมืองให้มีออกเสียงใหม่ รวมถึงการเรียกชื่อชนกลุ่มน้อย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 1989 เปลี่ยนเพลงชาติจากคำว่า Burma ให้เป็น Myanmar และอื่นๆ เหล่านี้มันบ่งบอกถึงการอธิบายความชอบธรรมกับกองทัพในการปกครอง ว่าทำไมถึงมีผู้นำเช่นนี้อยู่ และเป็นการตอกย้ำให้เห็นความสำคัญกับกองทัพที่ยึดโยงโดยความเป็นเอกภาพ ถ้าไม่มีผู้นำแบบนี้ บ้านเมืองจะเป็นเอกภาพหรือไม่ การทำสิ่งเหล่านี้จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตามที บ่งชี้สถานะอันปฏิเสธไม่ได้ของกองทัพ ไม่ว่าประเทศจะเปลี่ยนไปอย่างไร กองทัพต้องอยู่คู่กับความเป็นพม่า สิ่งที่ถูกสร้างล้วนให้ความชอบธรรมเหล่านี้ ที่ไม่เพียงอธิบายการอยู่ในอำนาจมา 20 ปี และการสืบทอดอำนาจจากนี้และต่อไป กองทัพจะมีบทบาทในการจัดกระบวนการไปสู่ประชาธิปไตยที่เรียกว่า discipline democracy ด้วยภาพตรงนี้เห็นชัดเจนว่า การเมืองพม่าจะเลือกตั้งไม่เลือกตั้งก็มีกองทัพอยู่ น้ำหนักต้องดูพร้อมๆกับกิจกรรมทำนองนี้ เพื่อสู่ความข้าใจต่อการเมืองพม่า

                ตรงนี้เป็นจุดคิดต่อไปไกลกว่า free and fair election ภาษาของผู้ปกครอง อันนี้ไม่มีแล้วตั้งแต่ต้น เป็นภาษาของเรา คือการเป็นประชาธิปไตยต้องมี 1 2 3 4 5  ถ้าดูกระบวนการนี้จะเห็นว่ามันไม่มีในศัพท์ของพม่าว่าเป็นนัยยะกระบวนการประชาธิปไตยที่กองทัพคิดหรือเหมาะสมกับการเมืองพม่า และเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน (uncertain) คือเป็น ตรรกะ (logic) อีกชุดหนึ่ง ในขณะที่เราจะอยู่กับตรรกะอีกชุดหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกัน ส่วนจะไปหักเหเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ทำกันมานาน แต่ว่าท้ายที่สุดคนให้ความหวังกับการเลือกตั้ง โดยนัยยะหนึ่งมองว่าการจัดการทางอำนาจถือว่าเป็นการสืบทอด รวมทั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงในมติอื่น เช่น การค้า การลงทุน และชาติมหาอำนาจ ก็เหมือนกับหลับตาข้างหนึ่งและบอกว่ามีการเลือกตั้งแล้ว แล้วประเทศไทยจะมีนโยบายต่อพม่าอย่างไรด้วย

ช่วงอภิปรายถามตอบ

                ดร. สุเนตรตอบคำถามแรกที่มีจุดเน้นสำคัญเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพระ saffron revolution การที่รัฐใช้การแสดงตนทำนุบำรุงศาสนา วันดีคืนดีลุกขึ้นมาเก็บพระ หลังจากนั้นจะมาแสดงบทบาทของผู้พิทักษ์ศาสนาได้อย่างไร คำถามนี้อธิบายว่ารัฐจะมีคำอธิบายให้กับการกรำทำของตนเองเสมอ ถ้ามองจากพระหรือคนในนี่คือการกระทำบาปอย่างแรง แต่ว่าถ้าอธิบายตามภาษาของผู้นำ สามารถอธิบายก่อนหน้านี้เช่นการประท้วงที่เกิดในปี 1988 รัฐบาลเสนอว่าเป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดี เป็นสิ่งที่รัฐสร้างกระบวนการใส่สีให้ฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ที่ผู้นำพม่านำมาใช้อ้างในพฤติกรรมที่ดำเนินการ การเคลื่อนไหวของพระจุดใหญ่อยู่ที่ย่างกุ้ง แต่การสอดประสานในพื้นที่อื่น ในมัณฑะเลย์ไม่เห็นกระบวนการขับเคลื่อนในลักษณะเดียวกัน สิ่งที่รัฐทำ ตอนแรกไม่รู้ว่าจะทำอย่าไร ก็ปล่อยให้การเคลื่อนไหวกินเวลาหลายวัน ตอนสุดท้ายไปดำเนินการตอนกลางคืน คือการปิดจองหรือที่นอนของพระและรู้ว่าผู้นำของพระอยู่ที่ไหนก็ไปคร่าเอาตัวมา และวันต่อมาก็ไม่เกิดการเคลื่อนไหวอีกเลย เป็นการปราบปรามในที่ลับ และรัฐมีคำอธิบายว่าเป็นพระหรือเปล่า บริสุทธิ์หรือเปล่า เป็นลักษณะ purity in purity นี่ไม่ใช่วิธีการใหม่ เพราะฉะนั้น รัฐบาลที่ชำนาญเกมจะไม่มีปัญหา สิ่งที่น่าตามคือรัฐจะทำอย่างไรต่อ คือยังทำบุญหรือไม่ หรือไปงานพิธีหรือไม่ ซึ่งคิดว่ายังทำ กระบวนการที่ทำก่อนหน้าปฏิวัติเป็นการวางแผนมาก่อน การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือยังคงอยู่ ใช้มากใช้น้อยเป็นเงื่อนไขสำคัญ เงื่อนไขจะใช้มากเมื่อเสถียรภาพมีน้อย ตอนนี้จะมีการเลือกตั้ง ก็มีน้ำหนักความชอบธรรมที่เข้ามาช่วย

                และได้ตอบคำถามที่ว่านักประวัติศาสตร์จะ contribute ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคนอย่างไร อยากเรียกว่า social history อยากจะบอกว่าไม่ได้อยู่เฉยๆจะเกิด คนต้องมี consciousness ถึงจะมีได้ บ้านเราเกือบจะศูนย์ จนเกิด 14 ตุลา จึงเกิดประวัตศาสตร์คน หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น อย่างประวัติศาสตร์ล้านนา เพราะคนมีเสรีภาพมาก ไม่ได้อยู่ในกรอบของ national history ต้องมีพื้นที่ให้เปิดให้มีการเขียน เป็น growth within จะให้สุเนตรเขียนประวัติศาสตร์พม่าหรือ ไม่มีพลังเท่ากับคนพม่าเขียนขึ้นมาเอง ประเด็นคือมีโอกาสสร้าง consciousness ได้หรือไม่ และถ้ามีพื้นที่จะมีประวัติศาสตร์ลักษณะนี้ได้หรือไม่ คนต้องมีสำนึกว่าประวัติศาสตร์ว่าตอนนี้เห็นว่ามีปัญหาที่ people without history หรือ missing ซึ่งต้องก่อเกิดภายในพม่าด้วย

ถาม: อาจารย์พูดเรื่องการกระทำของรัฐบาลที่ค่อนข้างจะสำเร็จ คำถามในใจคือสื่อในประเทศไทย เรื่องรบตามแนวชายแดน หรือเรื่องภายใน 50-100 กิโล ไม่ปรากฏ ผลกระทบการลงทุนในพม่าของคนไทย ก็ไม่ค่อยมีในสื่อเท่าไร อยากถามว่าสาเหตุคืออะไร

ดร.สุเนตร: คงตอบแทนสื่อมวลชนไม่ได้ ข้อแรกสื่อและคนที่มีบทบาทที่ควรจะให้ความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านมีความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านของเราค่อนข้างจำกัด หลายครั้งที่สื่อมาสัมภาษณ์เป็นสื่อเด็กๆหรือรุ่นใหม่ และเห็นหลายครั้ง เช่นเรื่องเขาพระวิหาร มีลักษณะเป็น quick react ไม่ใช่การนั่งคุยกันยาวๆ แต่คนที่มีความรู้อาจจะไม่มีบทบาท นอกจากนี้สถานการณ์มี dynamism สูงมาก เช่นเมื่อมีการพูดถึงพม่า ต่อไปมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คนๆหนึ่งอาจมีความรู้พม่าที่ดีในช่วงปี 1988 แต่หากไม่ได้ไปในประเทศบ่อยๆ ก็จะเป็นการยากที่จะนำเสนอข้อมูลที่ต่อเนืองที่ชัดเจน ปัญหาสำคัญคือความสนใจ คนไทยไม่ค่อยสนใจและเป็นไปตามกระแสของนานาชาติ ที่สนใจเรื่องการเลือกตั้ง สิ่งที่ตามมา การค้าการลงทุน การเปลี่ยนของพม่าอีกมิติหนึ่ง รวมถึงพื้นที่ความสนใจทำให้พื้นที่ข่าวไม่ดึงความสนใจเท่าที่ควร หากมีการปล่อยและพูดก็เป็นข้อมูลที่ซ้ำและเป็นปัญหาเหมือนกัน หากติดตามหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ที่มีคอลัมน์สัมภาษณ์กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวของพม่าในการเลือกตั้ง ซึ่งก็ดีแต่ยังมีพื้นที่น้อย และ informants ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย เป็นคนพม่าเป็นหลัก

วิเคราะห์ความสัมพันธ์ไทยพม่าในอนาคต

                นอกจากนี้ ดร.สุเนตรได้วิเคราะห์ถึงมิติความสัมพันธ์ของไทยและพม่าว่า ปัจจุบันพม่าอยู่ในสถานะในเชิงความสัมพันธ์ที่ได้เปรียบหรือกดดันไทยมากกว่าที่ไทยกดดันพม่า มิติความสัมพันธ์เปลี่ยนไปอย่างยิ่งหลังปี 1990 เพราะพม่าเกิดความเปลี่ยนแปลง คือเลิกนโยบายปิดประเทศ (close door policy) และใช้นโยบายเป็นกลางคือการเข้าอาเซียน ซึ่งเปิดโอกาสให้พม่ามีทางเลือกมากกว่าแต่เดิม มากกว่าทางเลือกที่ใช้ไทยเป็นสะพาน เช่น แต่เดิมสินค้าไทยไปป้อนตลาดมืดในพม่า แต่ปัจจุบัน พม่าเป็นสาวเนื้อหอม โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีมหาศาล ตลอดจนมีความสัมพันธ์กับจีนและอินเดีย รวมทั้งประเทศยุโรปเองที่ชูธงประชาธิปไตยก็อยากจะเข้าไปลงทุนเหมือนกัน โดยเฉพาะหลังเลือกตั้งก็คิดว่าน่าจะสามารถเข้าไปได้สักที เงื่อนไขนี้นโยบายของพม่ามาจากประเทศไทย หลังจากสมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า และสร้างประเทศให้เป็นนิกส์ คืออยากได้พลังงาน ทรัพยากร จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พลังงานจากลาว ทรัพยากรจากพม่า โดยเฉพาะชนชั้นกลางทุกวันนี้ก็เสวยสุขจากทรัพยากรพม่า ทำให้อำนาจการต่อรองมันเปลี่ยนไป ไทยพยายามยืดหยุ่นมากขึ้น และมีน้ำหนักกับความสัมพันธ์ของพม่าในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ แต่ที่สำคัญไทยไม่ได้กำหนดเกมอีกต่อไป แต่พม่าเป็นผู้กำหนด เช่น ไทยจะมา ก็บอกว่าอย่าเพิ่งมา ขอรับเกาหลีเหนือดีกว่า ทำให้ไทยดำเนินนโยบายต่อพม่าเป็นหลักๆคือ อย่างน้อยต้องมีไมตรีและสื่อสารได้เพื่อเอื้อประโยชน์ต่างๆที่เราเสวยอยู่ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ตามที เพราะมีนัยยะของการพึ่งพาที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องทางการเมืองอยู่ด้วย จะเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่เปลี่ยนนโยบายเท่าไร แต่จะเป็นดีกรีเท่านั้นเองว่าจะเอาใจมากหรือน้อยเท่านั้น      

                ประการที่สอง เมื่อพิจารณาไทยในความสัมพันธ์ของพม่า แต่ก่อนเราได้เปรียบเพราะเสียงเราใหญ่ แต่ปัจจุบันเสียงจีนใหญ่กว่า และผู้ลงทุนอื่นที่มีกำลังมากกว่ามีเสียงใหญ่กว่า ขนาดอาเซียนคิดแล้วคิดอีกที่จะสัมพันธ์กับพม่า ไทยประเทศเดียวจะแสดงทีท่าแหวกแนวจากกระแสทั่วไป ก็กังวลเหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะเราไม่มีอำนาจต่อรองแบบเดิม อันนี้วิเคราะห์จากมุมมองของการเป็นรัฐบาลและดูแลประชาชน 60 กว่าล้านและเอาทรัพยากรจากพม่ามา ตัวแปรเหล่านี้ต้องเอามาคิด

 คุณวันดี (นิตยสารสาละวินโพสต์) : ขอแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประเด็นเรื่องสื่อใน 3 ประเด็น คือ 1.สื่อเป็นผลพวงของการศึกษาไทยที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในเชิงอคติ ก็ต้องย้อนกลับไปที่ตำราไทย 2. การรายงานสื่อพม่าต้องใช้ภาษามากกว่าภาษาไทย ข่าวในพม่าอยู่ในหนังสือพิมพ์อังกฤษมากกว่าภาษาไทย และ 3. space ของหนังสือพิมพ์ไทยที่ไม่มีหน้า regional page มีแต่ข่าวต่างประเทศทั่วไป ส่วนคำถาม คือฟังแล้วดูว่าการเลือกตั้งไม่มีความหวัง ถ้าเช่นนั้น พม่าจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

ดร.สุเนตร: เห็นด้วยกับการศึกษาที่มีอยู่ คิดว่าคนทำงานด้านสื่อมีโอกาสรับสารได้มากหรือเปิดโลกทัศน์ของตัวเองมากกว่าความทรงจำที่มากกว่าเนื้อหาในตำราเรียน แต่ที่แปลกคือที่เรียนมาไม่จำที่มีใหม่ก็ไม่รู้ เห็นด้วยว่าเราจะต้องรู้ภาษาที่นอกเหนือจากภาษาไทย และถ้ารู้ภาษาอังกฤษก็จะเป็นข้อได้เปรียบ แต่สิ่งสำคัญคือการตั้งประเด็นที่น่าสนใจไม่เกิด จะเห็นว่ามีเรื่องอะไรมากมายนอกประเทศที่น่าสนใจและเราไม่รู้ภาษาของเขา แต่เราก็ทำให้น่าสนใจได้ แต่มันไม่มีประเด็น ซึ่งผมก็หาข่าวจากนิตยสารอิรวดีและสาละวิน โพสต์อยู่ด้วย

จับตาความเปลี่ยนแปลงในมิติอื่นหลังการเลือกตั้ง

ดร.สุเนตรตอบคำถามเรื่องการเปลี่ยนแปลงในพม่าว่า ถ้าพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงในพม่าที่จะเกิดขึ้น คำถามใหญ่ที่จะเกิดขึ้นคือ ในเชิงโครงสร้าง ถ้าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแล้วไม่เห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ก็คิดว่าอย่ามีความหวังว่าจะเปลี่ยนแปลง หากมองในอีกแง่หนึ่งหลัง 1990 ถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงภายในพอสมควร แต่ทิศทางการเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่รวดเร็วคืออาจจะมีลักษณะ เดิน 2 ก้าว ถอย 1 ก้าว ซึ่งก็เห็นว่ามีการตื่นตัวพอสมควร เช่น การลงทุน มันมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คำถามคือประโยชน์ที่เกิดขึ้นมันส่งผลกับคนส่วนใหญ่อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ภายใต้ระบบที่เป็นอยู่ ปัจจุบันยังไม่ถึงประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น หลังการเลือกตั้งแล้วจะเกิดอะไร รัฐบาลพม่ามันติดผลพวงจากปี 1990 คือขายสินค้าไม่ได้ เกิดการคว่ำบาตรจากหลายประเทศ เพราะฉะนั้น พม่าจึงพยายามที่จะหากลไกลว่าจะเปิดอย่างไรดีถึงได้รับการตอบสนองจากมหาอำนาจกว่าที่ควรจะเป็น หากจะเปิดมากก็กลัวว่าอำนาจที่มีอยู่จะถูกกัดกร่อน เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว รัฐบาลกลัวการเสียการควบคุมของกองทัพมากกว่า รัฐบาลพม่ากำลังประนีประนอมทั้ง 2 ตัวนี้ สิ่งที่น่าคิดบนเงื่อนไขของการเลือกตั้งว่า พม่าบอกว่า ฉันทำแล้ว ความสำคัญมันจะไม่ได้อยู่ที่เพียงว่ารัฐบาลพม่าลุกขึ้นมาบอกว่าการเลือกตั้ง free and fair แต่ความสำคัญคือต่างชาติที่จะเข้ามาสัมพันธ์  (engage) กับพม่าอย่างไรหลังการเลือกตั้งมากกว่า คือพิจารณาว่าการเข้าสัมพันธ์นั้นเกิดจากการตัดสินอันเกิดจากกระบวนการหรือผลประโยชน์ ถ้าตัดสินจากกระบวนการก็กลับไปกรอบเดิม หากเกิดจากผลประโยชน์ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจะเกิดขึ้นกับพม่า ซึ่งก็ขอภาวนาขอให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดส่งผลประโยชน์ให้ประชาชนอย่างสมเหตุสมผล

ถาม: ยุทธศาสตร์การสร้างอนุสาวรีย์ระหว่างไทยกับพม่า ขณะที่ไทยสร้างอนุสาวรีย์ย่าโม หรืออนุสาวรีย์สามกษัตริย์

ดร. สุเนตร: การนำเสนอครั้งนี้ยังไม่เปรียบเทียบกับไทยและพม่า เพราะมันซับซ้อนมาก สิ่งที่ทำอย่างเดียวแค่บอกว่าพม่าทำอย่างนี้ ส่วนจะเอาไปบวกกับไทยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง กระบวนการสร้างอนุสาวรีย์เป็นเรื่องอำนาจของรัฐในส่วนกลาง น้อยครั้งเป็นเรื่องท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นย่าโม แต่ทำไปแล้วมันประสบความสำเร็จในการสร้าง integration คือคนอีสานไม่ได้รู้สึกว่าไม่ใช่ไทย แต่ย่าโมเป็นฮีโร่ที่เข้ามาผูกโดยส่วนกลาง ซึ่งไม่ใช่จบแค่โคราช แต่เป็นขบวนการที่รัฐไทย integrate เข้ามาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างรัฐโดยดึงฮีโร่ท้องถิ่น ซึ่งวิธีนี้เป็นกระบวนการที่ทำมายาวนานควบคู่กับ centralization ขอยกตัวอย่างกรณีที่ผมไปให้คำปรึกษาในการสร้างหนังเรื่องสมเด็จพระนเรศวร ภาคแรกฉายที่ภูเก็ต และก็ตามด้วยภาคสองที่ยังไม่เข้าฉายด้วยซ้ำ แต่คนไปคอยหน้าโรงเต็มไปหมด ในแง่ประวัติศาสตร์พระนเรศวรไม่เคยเสด็จไปภูเก็ต อย่างมากไปตกปลาไกลสุดที่เพชรบุรี อันนี้เป็นคววามสำเร็จในการสร้าง national history ทำให้คนต่างพื้นที่มี memory ชุดเดียวกัน พม่าทำเรื่องนี้มากกับการสร้างกษัตริย์ทั้ง 3 คนที่กล่าวไปในขณะที่พม่ามีคนต่างกันจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะจะให้มอญมารับบุเรงนองง่ายๆ พูดเป็นเล่นน่ะ

อ. บุปผา (คณะศึกษาศาสตร์) เมื่อมีชนกลุ่มน้อยจำนวนมาก รัฐบาลพม่าใช้กระบวนการผ่านการศึกษาด้วยหรือไม่ และอีกคำถามคือถ้ารัฐบาลพม่าเป็นเช่นนี้จะส่งผลต่อคนที่อพยพมาอยู่เมืองไทยหรือไม่

ดร. สุเนตร: รัฐบาลพม่าเข้ามาเป็นคนจัดระบบการศึกษาของชาติ รวมทั้งการศึกษาของคนกลุ่มน้อยด้วย ตำราเรียนไม่ได้แยกใช้ งานวิจัยของวิรัช นิยมธรรม เกี่ยวกับมโนทัศนท์ทางการเมืองในตำราเรียนสะท้อนภาพเรื่องนี้ได้ชัดเจน และรัฐบาลพยายามอย่างยิ่งที่ไม่พยายามโปรโมท หรือ belittle ประวัติศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยด้วย เช่น การเรียนภาษาคนกลุ่มน้อยไม่ได้รับการสนับสนุน (encouragement) เท่าไร หรือกรณีการสร้างเมืองพะโคที่สร้างให้เป็นเมืองพม่าในฐานะที่เป็นบริบททางประวัติศาสตร์ แต่ไม่เห็นในมิติของกษัตริย์มอญหรือถ้าทำก็กลายเป็นพม่า รัฐใช้สื่อการศึกษาเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว นอกเหนือจากสื่ออื่นๆ บอกไม่ได้ว่ารัฐทำสำเร็จขนาดไหน แต่ก็ยังไม่สู้สำเร็จนัก เพราะมีความแตกต่างของคนหรือกลไกและความทรงจำจำนวนมาก

                สำหรับนโยบายของคนย้ายถิ่น ประเทศไทยอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากแรงานพม่า ถ้าเป็นจริงจะเดือดร้อนมาก ปัญหาคือเราไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ปล่อยปละในหลายส่วนในการควบคุมพิทักษ์รักษา เพราะการปล่อยลักษณะนี้เอื้อประโยชน์ต่อคนหลายกลุ่ม การขูดรีด (exploitation) การกดขี่แรงงาน คิดว่าเราต้องมาดูระบบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่การส่งกลับพม่า แต่ให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ข้อที่สอง เราน่าจะเริมคิดถึงกลไกที่ไม่ให้เกิดการไหลอพยพ ท้ายที่สุดเราจะรับได้แค่ไหน แต่คิดว่าปัจจุบันไทยยังมีระบบจัดการไม่ดี ท้ายที่สุดก็ผลักออกไป พอต้องการก็หลับตาสักข้างก็ให้เอาเข้ามาใหม่ ปัญหาหลักคือการจัดระบบ แต่การคืนคนให้พม่าเป็นเรื่องยาก

สรุปความโดย  บุษรินทร์ เลิศชวลิตสกุล

โพสท์ใน การเขียนประวัติศาสตร์พม่า | ใส่ความเห็น

บก. สำนักข่าวฉานชี้ การเลือกตั้งพม่าส่อเค้าล้มเหลว รธน.ใหม่ให้อำนาจทหารรัฐประหาร เตือนมีปะทะกับกลุ่มอิสระหลังเลือกตั้ง อดีตทูตย่างกุ้งให้จับตาความสัมพันธ์พม่า-เกาหลีเหนือ-รัสเซีย จูงพม่าเข้าสู่ยุคนิวเคลียร์

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “มองเลือกตั้งพม่า 2010 ผ่านมิติเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม” ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีนายปกศักดิ์ นิลอุบล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศพม่า และนายคืนใส ใจเย็น บรรณาธิการสำนักข่าวฉาน (Shan Herald Agency for News-S.H.A.N) ดำเนินการอภิปรายโดย ดร. ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายปกศักดิ์ได้ให้ภาพการปกครองของพม่าซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ช่วงเวลาด้วยกัน ช่วงที่หนึ่งคือช่วงที่ อู นุ (U Nu) ครองอำนาจในปี ค.ศ. 1948 ถึง 1962 ช่วงที่สองคือช่วงที่นายพล เน วิน ครองอำนาจในปี ค.ศ. 1962 ถึง 1988 ต่อมาในช่วงที่สามคือช่วงเวลาที่สภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ หรือ SLORC ปกครองประเทศในปี ค.ศ. 1988 จนถึงปัจจุบัน ส่วนในช่วงสุดท้ายคือช่วงเวลาภายหลังการเลือกตั้งที่เรากำลังจับตาดูกันอยู่ในขณะนี้ ท่านทูตปกศักดิ์ได้กล่าวถึง สัญญาปางโหลงว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ดอกไม้แห่งประชาธิปไตยจะเบ่งบานในพม่า ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1948 ออง ซานได้ลงนามใน “สนธิสัญญาปางโหลง” (Panglong Agreement) กับหัวหน้ากลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในลุ่มน้ำอิระวดี ซึ่งระบุว่าเมื่อ พม่าได้รับเอกราชครบ 10 ปี กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้แก่ กะเหรี่ยง คะเรนนี มอญ ไทยใหญ่ และคะฉิ่น จะสถาปนาเอกราชของตนเอง ท่านทูตปกศักดิ์กล่าวว่า “ออง ซานเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกล เป็นทหารแนวประชาธิปไตย น่าเสียดายที่อองซานถูกสังหารในปีต่อมา”

ในปี ค.ศ. 1948 อู นุ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นในพม่าเองมีการแบ่งแยกภายในตามชนชั้นซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากการปกครองของอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานั้นนับว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นประชาธิปไตยในพม่า เป็นเพียงช่วงเวลาเดียวเท่านั้นที่พม่ามีนายกรัฐมนตรีเป็นพลเรือน อย่างไรก็ตามพรรคของ อู นุ หรือพรรคสันนิบาตแห่งชาติ ก็มิได้มีเสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์ เนื่องจาก อู นุ ต้องการนำพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งชาติ สร้างความไม่พอใจให้กับชนกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ นอกจากนี้ กลุ่มทหารเองก็ไม่พอใจที่ อู นุ พยายามที่จะทำให้ประเทศพม่าเป็นกลายสหพันธรัฐ ในด้านเศรษฐกิจและสังคม อู นุ ได้นำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาใช้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ยกเว้นด้านการเกษตร สำหรับนโยบายด้านต่างประเทศ ในขณะนั้นมีกองกำลังก๊กมินตั๋งอพยพเข้ามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ตามตะเข็บชายแดนประกอบกับมีปัญหาเส้นเขตแดนกับจีน อู นุ จึงพยายามหลีกเลี่ยงปัญหากับภายนอกให้มากที่สุดเนื่องจากปัญหาภายในของพม่าเองก็มีมากพออยู่แล้ว โดยดำเนินนโยบายเป็นกลางและนำพม่าเข้าสู่กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

ในปี ค.ศ. 1962 เน วิน (Ne Win) ทำการรัฐประหารยึดอำนาจ ปิดประเทศ และเปลี่ยนการปกครองมาเป็นสังคมนิยมตามวิถีพม่า หรือ สังคมนิยมแบบโสร่ง มีการโอนกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐ ในตอนต้นของการยึดอำนาจ ความสัมพันธ์กับจีนและอินเดียได้เสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ เยาวหราล เนห์รู (Jawaharal Nehru) ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอินเดียในขณะนั้นได้กล่าวประณามการทำรัฐประหารของ เน วิน อย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม เน วิน พยามผลักดันแนวทางสังคมนิยมซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสหภาพโซเวียตมาใช้ ทั้งที่ เน วิน เองก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ที่น่าสนใจคือในช่วงดังกล่าวความสัมพันธ์กับประเทศไทยค่อนข้างเป็นปกติ แต่พม่าเองยังไม่ยอมรับความช่วยเหลือแบบทวิภาคีจากประเทศอื่น ยกเว้นญี่ปุ่น เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำของพม่าก็ทำให้ เน วิน ต้องหันมายอมรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศมากขึ้น ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1987 เน วิน ยกเลิกธนบัตรโดยไม่ให้ค่าชดเชยแก่ประชาชน ทำให้เกิดการประท้วงและเรียกร้องประชาธิปไตย ในปี ค.ศ. 1988 มีการประท้วงใหญ่ ซึ่งรัฐบาลหารพม่าได้ปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการล้มตายของผู้คนจำนวนหลายพันคน

หลังจากนั้น นายพล ซอ หม่อง (Saw Maung) ทำรัฐประหาร และจัดตั้ง SLORC หรือศูนย์ฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ในปี ค.ศ. 1992 พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย (Than Shwe) ทำการยึดอำนาจและขึ้นมาแทนนายพล ซอ หม่อง พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วยเป็นพวกอำนาจนิยมสุดขั้ว มีความหวาดระแวงผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างและคนต่างชาติ พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย มีแผนในการทำลายล้างศัตรูทางการเมือง คือ หนึ่ง ทายาทของนายพล เน วิน สอง พลเอก ขิ่น ยุ้นต์ (Khin Nyunt) และหน่วยข่าวกรอง และ สาม อองซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy-NLD) ในเรื่องความสัมพันธ์กับต่างประเทศนั้น หากมองในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิยุทธศาสตร์แล้วจะพบว่า พม่าเองมีพรมแดนติดต่อกับจีนและอินเดีย พม่าจึงต้องดำเนินนโยบายเพื่อถ่วงดุลกับประเทศมหาอำนาจทั้งสอง การที่พม่าเข้ามาร่วมในอาเซียน (ASEAN) ได้เอื้อประโยชน์ให้กับพม่าอย่างมาก โดยพม่าเองเป็นคู่ค้าของอาเซียนถึง 25% ในแง่ของความได้เปรียบนั้นพม่าเป็นฝ่ายใช้อาเซียนมากกว่าที่อาเซียนจะเป็นฝ่ายใช้พม่า พม่ากับรัสเซียมีการติดต่อกันหลายด้าน มีการส่งนักศึกษาพม่าไปศึกษาด้านนิวเคลียร์ในรัสเซีย และพม่ายังได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนืออีกด้วย

นายปกศักดิ์ให้ความเห็นทิ้งท้ายว่ารัฐธรรมนูญของพม่ามีความไม่เป็นธรรม และมีการเลือกปฏิบัติในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนที่ไม่เป็นธรรมระหว่างสมาชิกที่เป็นทหารกับพลเรือน ข้อห้ามการสมรสกับคนต่างชาติ หรือการมีลูกกับคนต่างชาติ อีกทั้งกฎหมายเลือกตั้งยังจำกัดสิทธิของพรรคฝ่ายค้านอย่างมาก ผู้ที่ถูกคุมขังหรือเป็นนักโทษการเมืองไม่สามารถลงเลือกตั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อกันให้อองซาน ซูจี ออกไปจากการเลือกตั้ง ท่านทูตปกศักดิ์ยังได้กล่าวถึงบทบาทของภาคประชาสังคม อาเซียนกับยูเอ็นว่าน่าจะมีบทบาทมากพอสมควร เพราะอาเซียนเพิ่งลงนามในปี 2007 เรื่องการส่งเสริมการปกครองที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อจะได้มีการส่งเสริมภาคประชาสังคมและการรวมตัว อย่างไรก็ตาม แสงสว่างแห่งประชาธิปไตยปลายอุโมงค์ของพม่านั้นริบหรี่มาก เส้นทางประชาธิปไตยยาวไกลเหลือเกิน การส่งเสริมภาคประชาสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับเอ็นจีโอในท้องถิ่น น่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่อาจจะใช้เวลามากด้วยเช่นกัน

ด้านนายคืนใส ใจเย็น บรรณาธิการสำนักข่าวฉาน ได้กล่าวว่า ต้องพูดเรื่องรัฐธรรมนูญของพม่าก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งมีฝ่ายนิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎร และสภาแห่งชนชาติ สำหรับฝ่ายบริหารนั้น สภาล่างต้องเลือกตั้งรองประธานาธิบดีหนึ่งคน สภาบนหรือสภาชนชาติต้องเลือกรองประธานาธิบดีหนึ่งคน และสองฝ่ายจะร่วมกันเลือกรองประธานาธิบดีอีกหนึ่งคน ในระหว่างสามคนนี้มีหนึ่งคนที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ การปกครอง และการทหารเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญของพม่า ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าทหารสามารถทำการรัฐประหารได้ เป้าหมายสูงสุดทางการเมืองของพม่าคือทหารพม่าต้องเป็นผู้นำ

สำหรับการจัดตั้งพรรคการเมืองในพม่านั้น นายคืนใสกล่าวว่า อันดับแรกต้องแสดงเจตจำนงไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง จากนั้นจัดตั้งพรรค และยื่นเรื่องครั้งที่สอง หากได้รับการพิจารณาอนุมัติ จะต้องหาลูกพรรคภายใน 90 วัน หากเป็นพรรคประจำรัฐต้องมีลูกพรรค 500 คน แต่ถ้าจะแข่งขันในระดับชาติต้องมีลูกพรรคจำนวน 900 หรือ 1,000 คน ตอนนี้มี 44 พรรคยื่นเรื่องขอจัดตั้งพรรคการเมือง และมี 39 พรรคที่ได้รับอนุมัติ ในรัฐฉานเองมี 9 พรรคที่ได้รับอนุมัติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีพรรคใดที่จะสามารถมีเสียงข้างมากในสภาได้ ยกเว้นพรรคพรรคสหภาพเอกภาพและพัฒนาแห่งสหภาพ (USDP)ของทหาร ซึ่งเป็นพรรคที่มีอำนาจ สามารถรวบรวมเงินกองกลางได้อย่างเสรี มีเงินกองกลางมากที่สุด และสมมุติว่าต้องใช้เงิน 500,000 จ๊าด ต่อหนึ่งคนในการหาเสียง ไม่มีพรรคไหนมีเงินมากพอ ยกเว้นพรรคของทหาร เห็นได้ว่าหลายเขตเลือกตั้งจะไม่มีคู่แข่ง ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการจัดการเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ผู้สมัครที่มีอยู่จะกลายเป็นผู้แทนไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตามพรรคฝ่ายค้านของอองซาน ซูจี ประกาศว่า จะไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง พรรคของไทยใหญ่ที่ได้รับการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1990 ก็ได้ออกมาประกาศแล้วว่าจะไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว รัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งต้องเป็นรัฐบาลของทหารแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับสถานการณ์ของชนกลุ่มติดอาวุธตามแนวชายแดนนั้น นายคืนใสเปิดเผยว่า กลุ่มอิสระต่างๆ หยุดยิงแล้ว แต่มีการเตรียมการทางทหารของทั้งฝ่ายหยุดยิงและฝ่ายทหารพม่า ในส่วนของรัฐบาลทหารพม่าเองก็มีการเกณฑ์ทหารและมีการเสริมทหารในกองทัพอยู่ตลอดเวลา ชายในช่วงอายุ 18-40 ปีต้องถูกเกณฑ์เป็นทหาร สำหรับกลุ่มติดอาวุธเองก็มองว่ารัฐบาลทหารพม่าเกณฑ์ทหารเพื่อมาปราบปรามพวกตน จึงมีการเกณฑ์ทหารของตนเองให้สู้เพื่ออุดมการณ์ แต่ชาวบ้านเองก็จะหนีการเกณฑ์ทหาร อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันการเจรจาหยุดยิงจะมีผลในช่วงนี้ แต่ทว่าสถานการณ์ภายหลังจากการเลือกตั้งก็ยังเป็นที่น่าจับตามอง

โพสท์ใน เลือกตั้งพม่า 2010 | ใส่ความเห็น

บทวิพากษ์หนังสือ ต่านฉ่วย: ฉีกหน้ากากทรราชพม่า

ต่านฉ่วย: ฉีกหน้ากากทรราชพม่า

ผู้เขียน Benedict Rogers,

พิมพ์โดย สำนักพิมพ์ซิลค์ เวิร์ม เพรส, เชียงใหม่ 2553, 256 หน้า

วิพากษ์โดย เรนฮาร์ด ฮูเลอร์, เชียงใหม่ (27 มิถุนายน 2553)

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ “ตานฉ่วย” แห่งรัฐบาลทหาร สหภาพพม่า ซึ่งเพิ่งได้รับการตีพิมพ์ที่ถือว่าออกมาในช่วงจังหวะที่เหมาะสมแต่ก็ช้าเกินไปในขณะเดียวกัน ถึงกระนั้น งานเขียนชิ้นนี้ถือว่าเป็นฐานที่ดีในการทำวิจัยต่อไปในอนาคต เพราะได้เสนอประเด็นที่ก่อให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้เขียนตั้งชื่อหนังสือโดยใช้คำว่า “พม่า” (Burma) แทนคำว่า “เมียนมาร์” (Myanmar) และ “ทรราช” เพื่อแสดงให้เห็นถึงจุดยืนทางการเมืองและการถือข้างทางอุดมการณ์ของเขาต่อผู้อ่าน จากปกหลังของหนังสือเล่มนี้ที่ด้านหน้ามีภาพถ่ายระยะใกล้ของตานฉ่วย ทำให้รู้ว่าผู้เขียน เบเนดิก โรเจอร์ เป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ “ดินแดนไร้ปีศาจ: หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนกะเหรี่ยง” (Land Without Evil: Stopping the Genocide of Burma’s Karen People) (ลอนดอน, 2547) จากประสบการณ์การทำงานกับองค์กรคริสเตียนสัมพันธ์นานาชาติของผู้เขียน เขาได้ทำหน้าที่ 30 ภารกิจในการถ่ายทอดความจริงในประเทศพม่าและตามแนวชายแดน บทความของเขาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทรีบูน, วอลล์ สตรีท เจอนัล, ฟาร์ อีสเทิร์น อีคอนอมิก รีวิว และ เดอะ การ์เดียน เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นบทนำเขียนโดย วัสลาฟ ฮาร์เวล อดีตประธานาธิบดี เชค รีพับบิค กิติกรรมประกาศ บันทึกของผู้เขียน บัญชีคำย่อ บทนำ และเนื้อหาหลัก 8 บท พร้อมด้วยเชิงอรรถ บรรณานุกรม และ ดรรชนีคำศัพท์ นอกจากนี้ ยังมีรูปภาพขาวดำประกอบอีก 8 หน้า การตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ต้องให้เครดิตคุณตรัสวิน จิตติเดชารักษ์ และคณะจากซิลค์ เวิร์ม บุคส์ ที่รับหน้าที่ในการพิมพ์และดำเนินขั้นตอนต่างๆ ผู้เขียนยังได้ขอบคุณองค์กรคริสเตียนสัมพันธ์นานาชาติที่ยอมให้เขาให้เวลาและพื้นที่ในการทำวิจัยและเขียนหนังสือเล่มนี้

บทที่ 1 จากบุรุษไปรณีย์สู่ทรราช ในบทนี้ ได้ตั้งคำถามว่าตานฉ่วยคือใครและเขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นเผด็จการในพม่าได้อย่างไร ตานฉ่วยถือกำเนิดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 ที่เมืองเจ้าเส่ (Kyaukse) ใกล้กับมัณฑเลย์ ตั้งอยู่บริเวณเส้นทางถนนหลวงระหว่างร่างกุ้ง (Rangoon) และมัณฑเลย์ บิดามารดาของตานฉ่วยเป็นชาวนาปลูกข้าว ดังนั้น เขาจึงได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จำกัด ชีวประวัติฉบับทางการระบุว่าเขาสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในปีพ.ศ. 2494 ใช้เวลาช่วงหนึ่งบวชเณรและพระ และจบลงด้วยการเป็นเสมียนที่สำนักงานไปรษณีย์ที่เมืองเมทิลา (Meiktila) ทางตอนใต้ของพม่า ในปี 2496 ตานฉ่วยตัดสินใจเข้าร่วมกับ “ตาดมะดอ” (Tadmadaw) หรือกองกำลังทหารพม่าในสถานีเมเมียว (Maymyo) ซึ่งตั้งอยู่ในภูเขาที่เคยเป็นฐานทัพสมัยอาณา นิคม หรือในชื่อเปีย อู หลุ่ย (Pyin Oo Lwin) ที่รู้จักกันปัจจุบัน ในฐานะที่เป็นนักเรียนนายร้อยของโรงเรียนฝึกหัดเจ้าหน้าที่ ตานฉ่วยได้รับการอบรบวิทยาศาสตร์ทางทหาร และหลังจากจบการศึกษาเขาได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทหารในพื้นที่บริเวณเพอะอัน (Hpa-an) รัฐคยิน ในช่วงที่ตานฉ่วยรับราชการที่กองพันทหารราบ เขาได้พบกับดอว์จาย จาย (Daw Kyaing Kyaing) ภรรยาคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนกลุ่มชาติพันธุ์ปะโอ และได้เข้าพิธีแต่งงานกันในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2490 หลังจากนั้น เขาได้เลื่อนขั้นรักษาการณ์หัวหน้ากองร้อย และจากนี้เพียงหนึ่งปี เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาและการสงครามเชิงจิตวิทยา การทำงานในตำแหน่งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นจุดที่ทำให้ตานฉ่วยเรียนรู้ที่จะกลายเป็นเผด็จการ

บทที่ 2-ดินแดนสีเขียวและสีส้ม ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการที่พม่าได้เปลี่ยนการปกครองไปเป็นรัฐบาลทหารภายใต้การนำของพลเอกเน วิน ตานฉ่วยเป็นหนึ่งที่ให้การสนุนให้เกิดรัฐประหารในวันที่ 2 มีนาคม 2505 และกลายเป็นผู้ฝึกสอนและอธิการบดีของสถาบันรัฐศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์คือการทำให้อุดมการณ์ของรัฐบาลทหารเนวินในชื่อ “เส้นทางพม่าสู่สังคมนิยม” มีผลบังคับใช้ หลังจากสงครามอันสับสนอลหม่านระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งพม่า (Communist Party of Burma-CPB) ในปี 2526 ตานฉ่วยได้รับการเลื่อนขั้นจากตำแหน่งบัญชาการสู่หัวหน้าสูงสุดคุมกำลังพลบริเวณบาสซิ่น (Bassein) ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าปะเตน (Pathein) ในเขตการปกครองอิรวดี ซึ่งที่นี่ทำให้เขาได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในช่วงเวลาดังกล่าวเขาต้องดูแลการก่อสร้างสะพานและถนนเพื่อที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

บทที่ 3 ถกเถียงในประเด็น “ความท้าทายด้านประชาธิปไตย” ซึ่งพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดในเหตุการณ์วันที่ 8 สิงหาคม 2531 หลังจากเหตุการณ์นี้ทำให้คนพม่าได้รู้จักออง ซาน ซูจี บุตรสาวของนายพลออง ซาน ผู้นำพาประเทศสู่อกราช และต่อมาถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็นในปี 2480 ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2531 ตาน ฉ่วยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหลังจากการรัฐประหารนำโดยซอว์ หม่อง ในวันที่ 18 กันยายน ต่านฉ่วยก้าวขึ้นเป็นหมายเลข 2 ในหน่วยงานจัดตั้งใหม่ของรัฐบาลในนามสภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ หรือ สลอร์ก (SLORC-State Law and Order Restoration Council) หลังจากนั้น ได้มีการเลือกตั้งในวันที่ 27 พฤษภาคม 2533 อันนำมาซึ่งชัยชนะอันท่วมท้นของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี-NLD) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารกลับปฏิเสธผลการเลือกตั้งดังกล่าว หลังจากนั้น ในวันที่ 23 เมษายน 2534 ตาน ฉ่วย ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของรัฐบาลเป็นต้นมา ประเด็นต่อมา

ในบทที่ 4 กล่าวถึงการที่ตานฉ่วยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู่ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ขณะที่บทที่ 5 พูดถึงบทบาทของเขาในฐานะจักรพรรดิคนใหม่ที่ปกครองพม่า และภาพข่าวการแต่งงานอันหรูหราฟู่ฟ่าของตานดาห์ ฉ่วย (Thandar Shwe) ลูกสาวของเขา ที่หลุดออกมาในเดือนมิถุนายน 2549 ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจโกรธขึ้งแก่คนพม่า เป็นที่รู้กันว่าตาน ฉ่วยได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวานและโรคความดันสูง แต่ยังไม่แสดงอาการรุนแรงมากนัก หลังจากเหตุการณ์การปลดหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ขิ่น ยุนต์ ในวันที่ 18 ตุลาคม 2547 อำนาจของตาน ฉ่วย เข้มแข็งยิ่งขึ้นกว่าเดิม บทที่ 6 บรรยายถึงการสร้างเมืองเนปิดอว์ “ที่ประทับของราชา” ซึ่งเป็นเมืองหลวงใหม่ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2548 งบประมาณจำนวนหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้นำมาใช้เพื่อโครงการสร้างอาคารหลักใกล้กับเมืองปินมะนาซึ่งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ รัฐบาลพม่ายังได้สร้างสนามบินนานาชาติที่เนปิดอว์โดยตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยว 10 ล้านคนที่จะเดินทางเข้ามาในแต่ละปี ถึงกระนั้น โชคชะตาเล่นตลกอีกครั้ง ในบทที่ 7 ที่ชื่อว่า “พระภิกษุและพายุ” ผู้เขียนบรรยายถึงเหตุการณ์ “ปฏิวัติแซฟฟราน” (หมายถึงผงสีเหลืองส้มที่ใช้ย้อมอาหารหรือเสื้อผ้า ซึ่งในที่นี้มีนัยยะถึงสีส้มของจีวรพระภิกษุซึ่งเป็นผู้อยู่แถวหน้าในกระบวนการปฏิวัติดังกล่าว) ในปี 2550 และอุบัติภัย “ไซโคลน นาร์กิส” ที่บริเวณปากแม่น้ำอิรวดีในปี 2551 สองเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลพม่าถูกประณามมากยิ่งขึ้น และกระตุ้นให้ประชาชนชาวพม่าต้องการที่จะต่อสู้เพื่อเสรีภาพต่อไป ในบทสรุปของบทที่ 8 ในชื่อว่า “อริ, ทายาท, สมุน, และอนาคต” กล่าวถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กันไม่ให้ออง ซาน ซูจี เข้าร่วมการแข่งขันในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2553 และจนถึงขณะนี้ เด็กหนุ่มบ้านนอก “ทรราช” อย่างตาน ฉ่วย ยังคงใช้ “อำนาจอันปราศจากคำถาม” เรื่อยมา หนังสือเล่มนี้จึงเป็นงานอีกเล่มหนึ่งที่ควรจะมีอยู่ในห้องสมุดร่วมกับหนังสือเกี่ยวกับพม่า/เมียนมาร์เล่มอื่นๆ หมายเหตุ- ริชาร์ด ฮูเลอร์ ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยไฮเดเบิร์ก ประเทศเยอรมนี มีความเชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์วิทยา รัฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์ เขาเริ่มเดินทางในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี 2516

โพสท์ใน บทวิจารณ์หนังสือ | ใส่ความเห็น